Gel-Better

วิตามินฟื้นฟูไต: คู่มือการเลือกทานให้ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคไตและผู้รักสุขภาพ

การดูแลสุขภาพไตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) ที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ ‘วิตามินฟื้นฟูไต’ หรืออาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย บทความนี้ไม่ได้ต้องการแนะนำให้คุณทานอาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาแพทย์ แต่เป้าหมายของเราคือการให้ข้อมูลเชิงวิชาการที่ย่อยง่าย เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักตัดสินใจเลือกสิ่งที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดต่อร่างกายที่สุดครับ

ทำความเข้าใจก่อนเริ่ม: โรคไตคืออะไรและทำไมการเลือกวิตามินจึงสำคัญ?

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease – CKD) คือภาวะที่ไตค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากกระแสเลือดอย่างช้าๆ เมื่อการทำงานของไตลดลง ร่างกายจะเกิดการสะสมของสารพิษและเกิดความไม่สมดุลของแร่ธาตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ภายในร่างกายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราไม่ทราบระดับการทำงานของไตที่แท้จริง การดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งคุณสามารถศึกษา วิธีเพิ่มค่าไต GFR ให้ดีขึ้น พร้อมสูตรคำนวณตามมาตรฐานสมาคมโรคไต เพื่อประเมินสถานะสุขภาพไตของคุณก่อนเริ่มทานวิตามินเสริม

สำหรับคนทั่วไป การทานวิตามินเสริมอาจเป็นเรื่องปกติเพื่อบำรุงสุขภาพ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไต “การเลือกวิตามินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูงสุด” เนื่องจากไตที่เสื่อมสภาพไม่สามารถขับวิตามินหรือแร่ธาตุส่วนเกินออกได้ดีเท่าคนปกติ หากได้รับวิตามินบางชนิดมากเกินไป แทนที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์ สารเหล่านั้นอาจตกค้าง กลายเป็นภาระหนัก หรือสร้างความเป็นพิษต่อไตที่ทำงานหนักอยู่แล้วได้ ดังนั้นการเลือกสิ่งที่นำเข้าสู่ร่างกายจึงต้องสอดคล้องกับหลักโภชนาการที่ถูกต้อง ดังที่ได้แนะนำไว้ใน กินอะไรบำรุงไต? คู่มือโภชนาการที่ถูกต้อง ปลอดภัย และนำไปใช้ได้จริง

ดังนั้น การทานวิตามินแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่คำนึงถึงระดับการทำงานของไต จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอันตรายมากกว่าการฟื้นฟู ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิตามินที่ร่างกายต้องการจริง ๆ และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง จึงเป็นปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการรักษาประสิทธิภาพของไตให้ยาวนานที่สุด

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานวิตามินทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะ CKD 3-5



วิตามินที่จำเป็นต่อสุขภาพไต: สรุปข้อมูลเชิงลึก

การทำความเข้าใจพื้นฐานเรื่องวิตามินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคไตและผู้รักสุขภาพ เนื่องจากร่างกายของเรามีกลไกการจัดการวิตามินที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปวิตามินแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  1. วิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat-soluble vitamins): ประกอบด้วย วิตามิน A, D, E และ K วิตามินกลุ่มนี้จะถูกสะสมไว้ที่ตับและเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งหมายความว่าหากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถขับออกได้ง่ายและอาจเกิดการสะสมจนเป็นพิษได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตที่ระบบการกำจัดของเสียทำงานได้ไม่เต็มที่ การทานวิตามินเหล่านี้ในรูปแบบอาหารเสริมโดยไม่ผ่านการประเมินจากแพทย์จึงมีความเสี่ยงสูง
  2. วิตามินที่ละลายในน้ำ (Water-soluble vitamins): ประกอบด้วย วิตามินกลุ่ม B ทั้งหมด และวิตามิน C ร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมได้และจะขับออกทางปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะผู้ที่เข้ารับการฟอกเลือด (Dialysis) มักสูญเสียวิตามินกลุ่มนี้ออกไปกับน้ำที่ถูกกรองออก ทำให้มักเกิดภาวะขาดวิตามินกลุ่ม B และ C ได้ง่ายกว่าคนปกติ

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
แม้ว่าวิตามินบางชนิดจะสูญเสียได้ง่าย แต่การทานวิตามินเสริมที่มีความเข้มข้นสูงก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป ตัวอย่างเช่น การทานวิตามิน C ในปริมาณสูง (Megadose) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต หรือการได้รับวิตามิน A ในปริมาณมากอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไตในระยะยาว นอกจากนี้ วิตามินรวมบางชนิดอาจมีแร่ธาตุอย่าง โพแทสเซียม หรือ ฟอสฟอรัส ผสมอยู่ ซึ่งเป็นสารอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตต้องจำกัดอย่างเคร่งครัด ดังนั้นการทำความเข้าใจว่า กินอะไรบำรุงไตอย่างถูกต้อง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ปลอดภัยโดยไม่สร้างภาระหนักให้ไตที่กำลังเสื่อมสภาพ

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุด:
การได้รับวิตามินจาก “อาหารธรรมชาติ” เช่น ผักผลไม้ที่มีสีสันและสารอาหารครบถ้วน ในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของนักกำหนดอาหารวิชาชีพ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด เนื่องจากร่างกายได้รับวิตามินในรูปแบบที่ดูดซึมง่ายและไม่มีความเสี่ยงจากสารเติมเต็มในอาหารเสริม ทั้งนี้ หากคุณต้องการฟื้นฟูการทำงานของไตอย่างเป็นระบบ การศึกษา วิธีฟื้นฟูไตและชะลอความเสื่อมอย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณปรับใช้โภชนาการและการดูแลตัวเองได้อย่างมีทิศทางมากขึ้น

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานวิตามินทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะ CKD 3-5



วิธีอ่านฉลากวิตามินสำหรับผู้ป่วยโรคไต (ระวังสารเติมเต็มที่อันตราย)

สำหรับผู้ป่วยโรคไต การเลือกวิตามินไม่ใช่แค่เรื่องของ “ยี่ห้อ” หรือ “ราคา” แต่คือการอ่าน “ฉลาก” อย่างละเอียด เพราะสารเติมเต็ม (Fillers) หรือสารกันเสียที่ใส่ลงไปเพื่อเพิ่มปริมาณและยืดอายุผลิตภัณฑ์ อาจกลายเป็นภาระหนักของไตที่คุณกำลังประคับประคองอยู่ การทำความเข้าใจองค์ประกอบของอาหารและสารอาหารที่ได้รับจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควบคู่ไปกับการคุมโภชนาการที่ถูกต้องเพื่อลดภาระการทำงานของไต

จุดสำคัญที่ต้องตรวจสอบบนฉลาก:

  1. แร่ธาตุต้องห้าม: ผู้ป่วยโรคไตมักได้รับคำสั่งให้จำกัดฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม วิตามินเสริมหลายชนิดมักผสมแร่ธาตุเหล่านี้รวมอยู่ด้วย ให้สังเกตชื่อทางเคมี เช่น Phosphorus, Phosphate, Potassium หากระบุไว้ ควรหลีกเลี่ยงทันที เพราะไตที่เสื่อมสภาพไม่สามารถขับสารเหล่านี้ออกได้เพียงพอจนเกิดการสะสมเป็นพิษ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการชะลอความเสื่อมของไตในระยะยาว
  2. สารเติมเต็มและสมุนไพร: หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรบางประเภทที่ไตต้องทำงานหนักในการกำจัด รวมถึงสารกันเสียสังเคราะห์ หรือสารแต่งสีที่เกินความจำเป็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการกรองของไต โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเน้น วิธีฟื้นฟูไตและชะลอความเสื่อมอย่างถูกต้อง ควรระมัดระวังสารแปลกปลอมเหล่านี้เป็นพิเศษ
  3. ตรวจสอบมาตรฐาน อย.: เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์รับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสมอ เพื่อยืนยันความปลอดภัยเบื้องต้นและแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ

เคล็ดลับการอ่าน: ให้เน้นอ่านที่หัวข้อ “ส่วนประกอบสำคัญ” (Ingredients List) เป็นหลัก หากพบชื่อสารเคมีที่คุณไม่คุ้นเคย อย่าลังเลที่จะนำไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนตัดสินใจซื้อ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานวิตามินทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะ CKD 3-5



ข้อแนะนำตามระยะของโรคไต (CKD Stage 1-5): ใครควรทานอะไร?

การดูแลสุขภาพไตในแต่ละระยะของโรคไตเรื้อรัง (CKD) มีความต้องการทางโภชนาการและวิตามินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกทานวิตามินโดยไม่ระวังอาจกลายเป็นภาระหนักให้กับไตที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นี่คือคำแนะนำเบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทาง:

CKD Stage 1-2: เน้นป้องกันและคุมปัจจัยเสี่ยง
ในระยะนี้ไตยังทำงานได้ค่อนข้างดี (GFR > 60) เป้าหมายหลักคือการชะลอความเสื่อมผ่านการคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง

  • คำแนะนำ: ไม่จำเป็นต้องทานวิตามินเสริมหากรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ควรเน้นวิตามินจากแหล่งธรรมชาติ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระจากผักผลไม้ (ที่เหมาะสมกับโรค) เพื่อลดการอักเสบในร่างกาย หากคุณต้องการวางแผนโภชนาการให้แม่นยำยิ่งขึ้น สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือโภชนาการที่ถูกต้อง ปลอดภัย และนำไปใช้ได้จริง

CKD Stage 3-4: เริ่มจำกัดและเฝ้าระวัง
เมื่อไตเริ่มเสื่อมลง (GFR 15-59) ความสามารถในการขับแร่ธาตุส่วนเกินเริ่มลดลง โดยเฉพาะ “โพแทสเซียม” และ “ฟอสฟอรัส”

  • คำแนะนำ: วิตามินเสริมหลายชนิดในท้องตลาดอาจมีส่วนผสมของแร่ธาตุเหล่านี้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยระยะนี้ ห้ามซื้อวิตามินทานเองโดยเด็ดขาด การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะแร่ธาตุในเลือดสูงเกินไปจนเป็นอันตรายต่อหัวใจ การติดตามค่าไตอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สามารถดู วิธีเพิ่มค่าไต GFR ให้ดีขึ้น พร้อมสูตรคำนวณตามมาตรฐานสมาคมโรคไต เพื่อประเมินความเสี่ยงของคุณได้

CKD Stage 5: ระยะฟอกไตและการทดแทน
ในระยะสุดท้าย (GFR < 15) หรือผู้ที่ทำการฟอกไต ร่างกายจะสูญเสียวิตามินที่ละลายในน้ำ (เช่น วิตามินบีและซี) ออกไปพร้อมกับน้ำยาฟอกไตจำนวนมาก

  • คำแนะนำ: แพทย์อาจพิจารณาให้วิตามินเสริมเฉพาะทางที่ออกแบบมาสำหรับผู้ป่วยโรคไตโดยเฉพาะ (Renal Vitamins) ซึ่งจะมีโดสที่เหมาะสม ปราศจากแร่ธาตุที่เป็นพิษ และช่วยเติมเต็มสิ่งที่สูญเสียไปจากการฟอกไตได้อย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังสำคัญ:
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระยะใดของโรค การทานวิตามินต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย การได้รับวิตามินบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไป (เช่น วิตามินเอ ดี อี เค ที่ละลายในไขมัน) อาจเกิดการสะสมและสร้างภาระให้ไตได้

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานวิตามินทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะ CKD 3-5 เพื่อให้ได้รับโดสที่ถูกต้องและเหมาะสมกับค่าเลือดของคุณมากที่สุด



5 สัญญาณเตือนว่าวิตามินที่คุณทานอยู่กำลังเป็นอันตรายต่อไต

แม้ว่าวิตามินและอาหารเสริมจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไต หรือผู้ที่ทานวิตามินในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน “ไต” อาจได้รับผลกระทบโดยไม่รู้ตัว หากคุณกำลังทานวิตามินเสริมแล้วพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรหยุดทานทันทีและรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วนครับ:

  1. ปัสสาวะเปลี่ยนสีหรือมีฟองมาก: หากคุณสังเกตเห็นว่าปัสสาวะมีฟองหนาแน่นเหมือนฟองเบียร์ หรือมีสีที่เข้มผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการมีโปรตีนรั่วไหลในปัสสาวะ ซึ่งบ่งบอกว่าหน่วยกรองของไตกำลังทำงานหนักหรือเริ่มเสื่อมสภาพจากการได้รับสารบางอย่างเกินขนาด
  2. อาการบวมน้ำ: สังเกตได้จากบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือรอบดวงตาที่ดูบวมเป่งขึ้นผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน นี่เป็นสัญญาณว่าร่างกายไม่สามารถขับของเหลวและเกลือแร่ส่วนเกินออกได้ตามปกติ
  3. คลื่นไส้ อาเจียน หรือเบื่ออาหาร: อาอาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร แต่มักเป็นอาการเริ่มแรกของภาวะของเสียคั่ง (Uremia) เมื่อไตเริ่มทำงานบกพร่องจนไม่สามารถขับของเสียออกจากกระแสเลือดได้
  4. อ่อนเพลียเรื้อรัง: แม้จะพักผ่อนเพียงพอแต่ยังรู้สึกเหนื่อยง่าย หมดแรง หรือมีอาการมึนงงตลอดเวลา ซึ่งอาจเกิดจากภาวะโลหิตจางหรือภาวะแร่ธาตุในเลือดไม่สมดุลจากการสะสมของสารอาหารบางชนิด
  5. ผลเลือดแสดงค่าไตแย่ลง (Creatinine หรือ eGFR): หากตรวจติดตามค่าไตแล้วพบว่า Creatinine สูงขึ้น หรือค่า eGFR ลดลงอย่างรวดเร็ว นี่คือสัญญาณเตือนขั้นวิกฤตว่าวิตามินที่คุณทานกำลังทำร้ายไตของคุณโดยตรง หากคุณยังไม่ทราบวิธีตรวจติดตามค่าเหล่านี้ให้แม่นยำ สามารถศึกษาวิธีอ่านค่าไตที่ถูกต้องได้ที่ วิธีเพิ่มค่าไต GFR ให้ดีขึ้น พร้อมสูตรคำนวณตามมาตรฐานสมาคมโรคไต

หมายเหตุสำคัญ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากคุณอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตระยะ CKD 1-5 ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพก่อนปรับเปลี่ยนหรือเริ่มทานวิตามินทุกชนิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อสุขภาพไตของคุณครับ และเพื่อให้การฟื้นฟูไตมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโภชนาการอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำใน วิธีฟื้นฟูไตและชะลอความเสื่อมอย่างถูกต้อง ฉบับคู่มือดูแลสุขภาพไตครบวงจร



FAQ: คำถามที่พบบ่อยจากผู้เชี่ยวชาญ

Q: ผู้ป่วยโรคไตทานมัลติวิตามินทั่วไปได้ไหม?
A: ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะมัลติวิตามินหรือวิตามินรวมทั่วไปมักถูกออกแบบมาสำหรับคนสุขภาพดี ซึ่งมักมีปริมาณวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือวิตามินเอ ในระดับที่เกินความจำเป็นสำหรับไตที่เสื่อมสภาพ การได้รับสารเหล่านี้เกินปริมาณที่ไตสามารถขับออกได้ อาจนำไปสู่การสะสมของสารพิษในร่างกายและเป็นอันตรายต่อการทำงานของไตที่เหลืออยู่ครับ หากคุณต้องการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม แนะนำให้ศึกษา คู่มือโภชนาการที่ถูกต้องและปลอดภัย ควบคู่ไปกับการเลือกวิตามินที่เหมาะสมกับระยะของโรคครับ

Q: สมุนไพรไทยบำรุงไตเชื่อถือได้ไหม?
A: เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากครับ แม้สมุนไพรบางชนิดจะมีสรรพคุณดี แต่สมุนไพรส่วนใหญ่ต้องผ่านกระบวนการเผาผลาญและกำจัดออกทางไต หากไตของคุณทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การกินสมุนไพรพร่ำเพรื่อหรือสูตรที่ไม่ผ่านการรับรอง อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระงานให้ไตหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนตัดสินใจทานสิ่งใดเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ควรทำความเข้าใจ วิธีฟื้นฟูไตและชะลอความเสื่อมอย่างถูกต้อง และปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอครับ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานวิตามินทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะ CKD 3-5



การดูแลไตให้มีสุขภาพดีในระยะยาว ไม่ใช่การมองหา ‘วิตามินวิเศษ’ ที่จะมาฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ในทันที แต่คือความเข้าใจในข้อจำกัดของร่างกายตนเอง การเลือกทานอาหารที่ถูกต้อง การคุมระดับน้ำตาลและความดัน และที่สำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนเริ่มทานวิตามินทุกชนิด เพื่อให้ไตของคุณได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุดครับ



These statements have not been evaluated by the Food and Drug Administration. This product is not intended to diagnose, treat, cure or prevent any disease.
“ผลิตภัณฑ์ Gel Plus เจล พลัส เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเสริมอาหาร ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค, ควรกินอาหารหลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ”

©2023. Gel-Better. All Rights Reserved.


 
0