Gel-Better

โรคไตจากเบาหวาน: ภัยเงียบที่ป้องกันได้ พร้อมวิธีดูแลไตให้อยู่กับเรานานๆ

Table of Content

โรคเบาหวานไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ไตเสื่อมสภาพลงโดยไม่รู้ตัว หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อ “โรคไตจากเบาหวาน” หรือ “เบาหวานลงไต” ภาวะนี้เปรียบเสมือนภัยเงียบที่คืบคลานเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ หากละเลยอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังได้ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือคุณสามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมของไตได้หากตรวจพบและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับกลไกของโรค สัญญาณเตือนที่ควรรู้ และแนวทางการปฏิบัติตัวที่ช่วยให้คุณอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยาวนานขึ้น

ทำความรู้จักโรคไตจากเบาหวาน: ภัยเงียบที่ป้องกันได้

โรคไตจากเบาหวาน (Diabetic Nephropathy) คือภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กภายในไต ทำให้ไตสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกทางปัสสาวะอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะนี้มักถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เนื่องจากในระยะแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่ชัดเจน ทำให้อาจละเลยการดูแลรักษา จนกระทั่งไตได้รับความเสียหายไปมากแล้ว กว่าที่ผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หรือเริ่มมีอาการบวม หรือปัสสาวะเป็นฟอง การทำงานของไตอาจลดลงจนถึงขั้นวิกฤตได้ ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทความเรื่อง โรคไตคืออะไร? สัญญาณเตือน อาการ และวิธีดูแลไตให้แข็งแรง ซึ่งเน้นย้ำว่าการรู้เท่าทันอาการตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญของการรักษา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ หลายคนคิดว่าการไม่มีอาการหมายถึงสุขภาพไตยังปกติดี แต่ในความเป็นจริง โรคไตจากเบาหวานสามารถดำเนินไปได้อย่างเงียบเชียบ ดังนั้นการตระหนักถึงความเสี่ยงและการตรวจคัดกรองสุขภาพเป็นประจำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการชะลอความเสื่อมของไต การตรวจวัดระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ร่วมกับการตรวจค่าการทำงานของไต (eGFR) และการตรวจหาโปรตีนรั่วในปัสสาวะ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราค้นพบความเสี่ยงได้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากคุณต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลเลือด สามารถศึกษาได้จากบทความ ค่า eGFR คืออะไร? เข้าใจการทำงานของไตและอ่านผลเลือดง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพื่อการวางแผนรักษาและป้องกันความพิการของไตในระยะยาว ทำให้ผู้ป่วยยังคงคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวได้ยาวนานขึ้นครับ



สัญญาณเตือน: อาการที่บ่งบอกว่าไตเริ่มมีปัญหา

ในระยะเริ่มต้นของโรคไตจากเบาหวาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ จนกว่าไตจะเสื่อมลงในระดับที่ค่อนข้างมากแล้ว อย่างไรก็ตาม หากท่านมีประวัติป่วยเป็นเบาหวานมานานกว่า 5-10 ปี การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ทันท่วงที:

  1. มีอาการบวมตามร่างกาย: สังเกตได้ชัดเจนบริเวณข้อเท้า ขา หรือรอบดวงตา โดยเฉพาะในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า ซึ่งเป็นหนึ่งใน สัญญาณเตือนโรคไตที่คุณไม่ควรมองข้าม ที่สำคัญ
  2. ปัสสาวะมีฟองมากผิดปกติ: เกิดจากการที่มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าตัวกรองของไตเริ่มทำงานผิดปกติ
  3. ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน: หากต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อยขึ้นกว่าปกติ อาจเป็นอาการที่ไตไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับได้ตามปกติ
  4. อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร: รู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากของเสียคั่งในเลือด
  5. ความดันโลหิตควบคุมได้ยาก: หากความดันโลหิตที่เคยควบคุมได้ดีเริ่มไม่คงที่หรือสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นสัญญาณว่าไตเริ่มเสื่อมสภาพ

หากพบอาการข้างต้น แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจ ค่าการทำงานของไต (eGFR) และระดับโปรตีนในปัสสาวะ การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้การดูแลรักษามีประสิทธิภาพและชะลอการเสื่อมของไตได้ดียิ่งขึ้น



ทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตเสื่อม? กลไกและปัจจัยเสี่ยงที่คุณควรรู้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เบาหวานทำลายไตคือ ‘ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง’ อย่างต่อเนื่อง น้ำตาลที่สูงเกินเกณฑ์จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและหนาขึ้น โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ทำหน้าที่กรองของเสียในไตที่เรียกว่า ‘หน่วยไต’ (Nephrons) ซึ่งมีหน้าที่เปรียบเสมือนตะแกรงกรองของเสียออกจากเลือด

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จะทำให้หน่วยไตเหล่านี้ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น เกิดความเสียหาย และสูญเสียประสิทธิภาพในการกรองของเสีย ส่งผลให้โปรตีน (อัลบูมิน) ซึ่งปกติร่างกายจะเก็บไว้เริ่มรั่วออกมาในปัสสาวะ หากปล่อยทิ้งไว้ ไตจะเกิดพังผืดจนไม่สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติในที่สุด ซึ่งคุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการเสื่อมของไตได้ที่ สาเหตุของไตเสื่อมคืออะไร? รู้ทันสัญญาณเตือนก่อนสายเกินแก้ พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

นอกจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแล้ว ยังมีปัจจัยเร่งที่ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นกว่าปกติถึง 2-3 เท่า ได้แก่:

  1. ความดันโลหิตสูง: ซึ่งมักมาคู่กับเบาหวาน ทำให้เกิดแรงดันมหาศาลในหลอดเลือดไต
  2. การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัวและตีบตัน ส่งผลเสียต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงไต
  3. พฤติกรรมการกิน: การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง (เค็มจัด) หรืออาหารแปรรูป ทำให้ไตต้องทำงานหนักในการขับเกลือส่วนเกิน

การดูแลไตของผู้ป่วยเบาหวานจึงไม่ใช่แค่การคุมน้ำตาลเพียงอย่างเดียว แต่คือการดูแลความสมดุลทั้งระบบของร่างกาย ทั้งการควบคุมความดัน การปรับพฤติกรรมการกิน และการงดปัจจัยเสี่ยง เพื่อชะลอความเสื่อมของไตให้คงประสิทธิภาพอยู่กับเราไปได้นานที่สุด ทั้งนี้ การหมั่นตรวจเช็กค่าการทำงานของไตอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจระดับการทำงานของไตที่แท้จริง ดูวิธีอ่านค่าผลเลือดได้ที่ ค่า eGFR คืออะไร? เข้าใจการทำงานของไตและอ่านผลเลือดง่ายๆ ด้วยตัวเอง



ตารางเปรียบเทียบค่าระดับน้ำตาลและค่าการทำงานของไต (eGFR) ที่ควรทราบ

เพื่อให้ท่านเข้าใจสถานะการทำงานของไตเบื้องต้นและการติดตามสุขภาพอย่างเป็นระบบ เราได้สรุปเกณฑ์มาตรฐานที่แพทย์ใช้ประเมินระยะของโรคไตเรื้อรัง (CKD) ไว้ในตารางด้านล่างนี้ครับ (หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านค่าผลเลือด สามารถอ่านได้ที่ ค่า eGFR คืออะไร? เข้าใจการทำงานของไตและอ่านผลเลือดง่ายๆ ด้วยตัวเอง)

ระยะของโรคไต ค่าการทำงานของไต (eGFR) คำอธิบายสถานะไต
ระยะที่ 1 > 90 ไตทำงานปกติ แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยง
ระยะที่ 2 60 – 89 ไตเริ่มเสื่อมเล็กน้อย
ระยะที่ 3a 45 – 59 ไตเสื่อมปานกลาง
ระยะที่ 3b 30 – 44 ไตเสื่อมปานกลางถึงมาก
ระยะที่ 4 15 – 29 ไตเสื่อมมาก
ระยะที่ 5 < 15 ไตวายเรื้อรัง

การควบคุมระดับน้ำตาลที่เหมาะสม:
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ต่ำกว่า 7% (หรือตามเกณฑ์ที่แพทย์กำหนดสำหรับบุคคล) เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการชะลอความเสื่อมของไต นอกจากค่า eGFR แล้ว ท่านควรได้รับการตรวจคัดกรองโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Albuminuria) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจจับสัญญาณของไตที่อาจเกิดความเสียหายได้ก่อนที่จะแสดงอาการชัดเจน ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพให้ครอบคลุมถือเป็นสิ่งสำคัญ ท่านสามารถศึกษา วิธีชะลอไตเสื่อม: เคล็ดลับปรับอาหารและดูแลตนเองให้ถูกวิธี เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันความเสื่อมของไตจากโรคประจำตัวได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้อ่าน:
หากท่านไม่ทราบค่าผลเลือดปัจจุบัน หรือผลการตรวจสุขภาพล่าสุดยังไม่ชัดเจน แนะนำให้นำผลเลือดเข้าพบแพทย์เพื่อทำการประเมินความเสี่ยงและรับคำแนะนำในการวางแผนดูแลสุขภาพไตอย่างใกล้ชิด การรู้ค่าเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการรักษาไตให้แข็งแรงและอยู่กับเราไปได้นานที่สุดครับ



เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์? สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรละเลย

การตรวจพบโรคไตจากเบาหวานตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือกุญแจสำคัญที่สุดในการรักษา หากคุณเป็นผู้ป่วยเบาหวานและพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ อย่ารอช้าที่จะปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคไตทันที:

  • ปัสสาวะมีฟองผิดปกติ: เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งแสดงว่าตัวกรองของไตเริ่มเสียหาย หากต้องการตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้น สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ปัสสาวะสีเข้มเกี่ยวกับไตไหม? เช็กสัญญาณเตือนโรคไตที่คุณไม่ควรมองข้าม
  • อาการตัวบวม: โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา หน้าแข้ง หรือเท้า ซึ่งเกิดจากการที่ไตไม่สามารถขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกได้
  • ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน: สำหรับผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นเบาหวานมานานเกิน 5 ปี ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองสุขภาพไตอย่างละเอียดอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจ ค่า eGFR คืออะไร? เข้าใจการทำงานของไตและอ่านผลเลือดง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิดแม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม
  • ความดันโลหิตสูงขึ้น: ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมความดันได้ยากขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่าไตกำลังทำงานหนักและเริ่มเสื่อมสภาพ

อย่ารอให้ถึงระยะที่อาการรุนแรงจนเห็นได้ชัด เพราะการตรวจพบและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกสามารถ ‘ยืดอายุ’ การทำงานของไตได้ยาวนานกว่ามาก การพบแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นการวางแผนชีวิตเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว

 



แนวทางการดูแลตนเองและเมนูอาหารที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน

หัวใจสำคัญของการชะลอความเสื่อมของไตสำหรับผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน คือการปรับพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ ‘การคุมอาหาร’ และ ‘การออกกำลังกาย’ อย่างเหมาะสม เพื่อควบคุมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำลายไต ดังนี้:

  1. ลดเค็ม (ลดโซเดียม): ควรจำกัดการใช้เครื่องปรุงรสโซเดียมสูง เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส รวมถึงเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารหมักดอง เพราะโซเดียมส่วนเกินจะทำให้ไตทำงานหนักและบวมน้ำ
  2. คุมปริมาณและคุณภาพโปรตีน: เลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อปลา ไข่ขาว หรืออกไก่ ในปริมาณที่เหมาะสมตามที่นักกำหนดอาหารหรือแพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันการสะสมของของเสียในเลือด
  3. เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน: หันมาทานข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง หรือธัญพืชไม่ขัดสี แทนแป้งขัดขาว เพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆ ดูดซึม ป้องกันน้ำตาลพุ่งสูง สำหรับใครที่ยังสับสนเรื่องการเลือกข้าว อ่านคู่มือโภชนาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดข้าวที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคไตได้ที่นี่
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำสะอาดตามปริมาณที่แพทย์แนะนำในแต่ละวัน (ยกเว้นกรณีที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำเนื่องจากอาการบวม)

ตัวอย่างเมนูแนะนำสำหรับผู้ป่วย:

  • มื้อเช้า: ข้าวต้มปลา (เน้นเนื้อปลาชิ้น ปรุงรสอ่อนๆ งดผงปรุงรสสำเร็จรูป)
  • มื้อเที่ยง: ผัดผักรวมมิตรใส่ไก่ (ใช้น้ำมันมะกอกปริมาณน้อย และเน้นเครื่องปรุงโซเดียมต่ำ)
  • มื้อเย็น: สลัดผักใบเขียวสด (เลือกผักที่มีโพแทสเซียมต่ำ เช่น แตงกวา ผักกาดหอม) ราดด้วยน้ำสลัดไขมันต่ำ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยในแต่ละวันจะช่วยลดภาระการทำงานของไต หากต้องการแนวทางเชิงลึกในการปรับสมดุลร่างกายให้ดียิ่งขึ้น สามารถศึกษา วิธีชะลอไตเสื่อมด้วยการปรับอาหารและดูแลตนเองให้ถูกวิธีได้ที่นี่ ซึ่งจะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพไตได้ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ



คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับโรคไตจากเบาหวาน

Q: เป็นเบาหวานทุกคนต้องเป็นโรคไตไหม?
A: ไม่ทุกคนครับ หากคุณสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่เกิดภาวะไตเสื่อมหรือโรคไตจากเบาหวานตามมา

Q: ต้องตรวจสุขภาพไตบ่อยแค่ไหน?
A: สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แพทย์แนะนำให้ตรวจเลือดดูค่าการทำงานของไต (Creatinine และ eGFR) เพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยคุณสามารถทำความเข้าใจวิธีอ่านผลเลือดและการทำงานของไตเบื้องต้นได้ที่บทความ ค่า eGFR คืออะไร? เข้าใจการทำงานของไตและอ่านผลเลือดง่ายๆ ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ หากคุณมีความเสี่ยงสูงหรือเริ่มพบความผิดปกติ แพทย์อาจนัดตรวจติดตามผลบ่อยขึ้นตามความเหมาะสม

Q: กินสมุนไพรหรืออาหารเสริมช่วยรักษาโรคไตได้ไหม?
A: ปัจจุบันยังไม่มีสมุนไพรตัวใดที่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์อย่างแน่ชัดว่าสามารถรักษาไตเสื่อมให้หายขาดได้ ในทางตรงกันข้าม การซื้อยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจมีสารตกค้างหรือส่วนประกอบที่ส่งผลเสียต่อการทำงานของไตโดยตรง ซึ่งอาจทำให้อาการแย่ลงได้ ดังนั้นหากต้องการดูแลสุขภาพไตให้ถูกวิธีและปลอดภัย ควรศึกษาแนวทางที่ได้รับการยอมรับและปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ เสมอครับ ศึกษาวิธีการดูแลไตให้แข็งแรงเพิ่มเติมได้ที่ วิธีชะลอไตเสื่อม: เคล็ดลับปรับอาหารและดูแลตนเองให้ถูกวิธี



บทสรุป: ก้าวแรกสู่การดูแลสุขภาพไตให้แข็งแรง

การเป็นโรคเบาหวานไม่ได้หมายความว่าไตจะต้องเสื่อมเสมอไป โรคไตจากเบาหวานสามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการ “รู้ทัน-ตรวจสม่ำเสมอ-ปรับพฤติกรรม” หัวใจสำคัญคือการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด และไม่ละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี หากคุณหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นเบาหวาน อย่ารอจนกว่าอาการจะปรากฏชัดเจน การเริ่มต้นดูแลตั้งแต่วันนี้คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการรักษาไตให้แข็งแรงไปกับคุณนานๆ



These statements have not been evaluated by the Food and Drug Administration. This product is not intended to diagnose, treat, cure or prevent any disease.
“ผลิตภัณฑ์ Gel Plus เจล พลัส เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเสริมอาหาร ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค, ควรกินอาหารหลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ”

©2023. Gel-Better. All Rights Reserved.


 
0