Gel-Better

ชะลอไตเสื่อม ด้วยอาหารบำรุงไต 9 ชนิด พร้อมแนวทางดูแลตามระยะโรค (CKD)

Table of Content

โรคไตเรื้อรังเป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ แต่การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วย ‘ชะลอไตเสื่อม’ ได้อย่างมีนัยสำคัญ หลายคนมักมองหาทางลัดหรือสมุนไพร แต่ความลับที่แท้จริงของการรักษาการทำงานของไตไว้ให้ได้นานที่สุดคือ ‘อาหาร’ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงโภชนาการที่ถูกต้อง เจาะลึกอาหารบำรุงไตที่ควรเลือกรับประทาน และแนวทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยในแต่ละระยะ เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยคำแนะนำทั้งหมดนี้อ้างอิงจากหลักการทางโภชนบำบัดโรคไตโดยเฉพาะ

ทำไมอาหารคือยาตัวแรกในการชะลอไตเสื่อม

เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพ ไตเปรียบเสมือน “เครื่องกรองน้ำ” ประสิทธิภาพสูงที่คอยกำจัดของเสียและรักษาสมดุลแร่ธาตุในเลือดของเราตลอด 24 ชั่วโมง แต่เมื่อใดที่ไตเริ่มเสื่อมสภาพ ความสามารถในการคัดกรองเหล่านี้จะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเรายังคงรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นอาหารรสจัด เค็มจัด หรือโปรตีนเกินความจำเป็น ไตจะต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่าตัวเพื่อขับของเสียเหล่านั้นออกไป นี่คือเหตุผลว่าทำไม “อาหาร” จึงเป็นยาตัวแรกและสำคัญที่สุดในการชะลอความเสื่อมของไต

การชะลอไตเสื่อมผ่านโภชนาการไม่ได้หมายถึงการอดอาหาร แต่คือการ “ลดภาระ” ให้ไตโดยการเลือกสารอาหารที่สะอาด มีคุณภาพ และเหมาะสมกับระดับค่าการทำงานของไต (eGFR) ในแต่ละบุคคล การจัดระเบียบการกินจะช่วยลดการสะสมของเสียในกระแสเลือด ช่วยให้ค่าไตของคุณคงที่และยืดอายุการทำงานของไตให้นานที่สุด โดยไม่ให้ร่างกายต้องทรุดโทรมจากการขาดสารอาหารที่จำเป็น หากคุณต้องการเข้าใจวิธีการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพไตอย่างเป็นระบบ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ วิธีฟื้นฟูไตและชะลอความเสื่อมอย่างถูกต้อง ฉบับคู่มือดูแลสุขภาพไตครบวงจร

เราเชื่อว่าเมื่อคุณเข้าใจกลไกของอาหารและเลือกรับประทานได้อย่างถูกต้อง ไตของคุณจะได้รับโอกาสในการพักและฟื้นฟู ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้นและสามารถอยู่กับโรคไตได้อย่างมีความสุข ทั้งนี้ การติดตามค่าเลือดอย่างสม่ำเสมอและการ รู้วิธีเพิ่มค่าไต GFR ให้ดีขึ้นตามมาตรฐานสมาคมโรคไต จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คุณเห็นพัฒนาการของสุขภาพได้อย่างชัดเจน

Medical Disclaimer: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือรักษาจากแพทย์เฉพาะทางได้ การปรับอาหารควรทำควบคู่ไปกับการติดตามค่าเลือด (Creatinine, GFR, Potassium, Phosphorus) กับแพทย์เจ้าของไข้เสมอ



9 อาหารบำรุงไต: เลือกกินอย่างไรให้ไตแข็งแรง

การดูแลไตให้แข็งแรงเริ่มต้นได้ที่ “จานอาหาร” การเลือกรับประทานวัตถุดิบที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย แต่ยังช่วยลดภาระการทำงานหนักของไตได้อย่างมหาศาล นี่คือ 9 อาหารบำรุงไตที่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการชะลอไตเสื่อมโดยเฉพาะ

  1. ปลาน้ำจืด/ปลาทะเล: แหล่งโปรตีนคุณภาพดีที่มีไขมันต่ำ ย่อยง่ายและลดภาระการขับของเสียของไตได้ดีกว่าเนื้อสัตว์ใหญ่
  2. ไข่ขาว: ถือเป็น “โปรตีนบริสุทธิ์” ที่ร่างกายนำไปใช้ได้ดีเยี่ยม มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนและมีฟอสฟอรัสน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณฟอสฟอรัส
  3. แอปเปิล: ผลไม้ที่มีกากใยสูง ช่วยดักจับและลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งส่งผลดีต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต
  4. กะหล่ำปลี: ผักสีเขียวที่โดดเด่นเรื่องปริมาณโซเดียมและโพแทสเซียมที่ต่ำ ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินโดยไม่รบกวนสมดุลแร่ธาตุในไต
  5. กระเทียม: ใช้ปรุงรสเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติแทนการใช้เครื่องปรุงรสเค็ม ช่วยลดปริมาณโซเดียมที่ได้รับในแต่ละวัน
  6. พริกหวานแดง: อุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบในร่างกายโดยมีปริมาณโพแทสเซียมที่ค่อนข้างต่ำ
  7. หอมหัวใหญ่: แหล่งสำคัญของฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และเควอซิทิน (Quercetin) ที่ช่วยบำรุงหลอดเลือดและลดความเครียดออกซิเดชันในไต
  8. ดอกกะหล่ำ: ผักทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากมีใยอาหารสูงและมีฟอสฟอรัสต่ำกว่าผักใบเขียวหลายชนิด
  9. น้ำมันมะกอก: ไขมันดี (Monounsaturated Fat) ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายและเป็นพลังงานที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องจำกัดโปรตีน

หัวใจสำคัญของการเลือกกิน:
แม้ว่าอาหารทั้ง 9 ชนิดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อไต แต่หลักการที่สำคัญที่สุดคือ “ความพอดี” การรับประทานอาหารเดิมซ้ำๆ ในปริมาณที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน ควรเน้นความหลากหลายและปรุงด้วยวิธี ต้ม นึ่ง หรือผัดน้ำมันน้อย แทนการทอดหรือใช้เครื่องปรุงรสจัด นอกจากนี้ การทำความเข้าใจพื้นฐานการเลือกสารอาหารยังเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพไตที่ดี ซึ่งคุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก คู่มือโภชนาการที่ถูกต้อง ปลอดภัย และนำไปใช้ได้จริง เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

Medical Disclaimer: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือรักษาจากแพทย์เฉพาะทางได้ การปรับอาหารควรทำควบคู่ไปกับการติดตามค่าเลือด (Creatinine, GFR, Potassium, Phosphorus) กับแพทย์เจ้าของไข้เสมอ



เจาะลึกความแตกต่างของโภชนาการตามระยะโรคไต (CKD 1-5)

การดูแลไตในแต่ละระยะของโรคไตเรื้อรัง (CKD) มีความละเอียดอ่อนและต้องการความเข้มงวดที่แตกต่างกัน เพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ระยะวิกฤต การเข้าใจหลักโภชนาการตามค่าการทำงานของไต (eGFR) จึงเป็นหัวใจสำคัญ:

CKD ระยะที่ 1-2 (eGFR > 60): การป้องกันและชะลอความเสื่อม
ในระยะนี้ไตยังทำงานได้ค่อนข้างปกติ เป้าหมายหลักคือการควบคุมโรคที่เป็นต้นเหตุ เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง

  • แนวทางอาหาร: รับประทานอาหารได้หลากหลาย เน้นอาหารปรุงสุกใหม่ ลดโซเดียม (งดรสเค็มจัด) และจำกัดน้ำตาล เพื่อป้องกันไม่ให้ความดันโลหิตสูงขึ้นไปทำลายหลอดเลือดไต

CKD ระยะที่ 3 (eGFR 30-59): เริ่มจำกัดความเสี่ยง
ไตเริ่มทำงานได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงต้องเริ่มจำกัดปริมาณโปรตีนเพื่อลดภาระการทำงานของไต

CKD ระยะที่ 4-5 (eGFR < 30): เข้มงวดขั้นสูงสุด
เป็นระยะที่ไตขับของเสียได้น้อยมาก จึงต้องควบคุมอาหารอย่างใกล้ชิดที่สุด เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนและภาวะเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ

  • แนวทางอาหาร:
    • โปรตีน: ต้องได้รับในปริมาณที่จำกัดและเป็นโปรตีนคุณภาพดีตามคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร
    • ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม: ต้องคุมเข้มงวดที่สุด หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป นม ถั่ว และผลไม้บางชนิด
    • น้ำดื่ม: อาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำดื่มตามดุลยพินิจของแพทย์ หากมีอาการบวมหรือปัสสาวะน้อย

หัวใจสำคัญ: การปรับอาหารตามระยะโรคคือสิ่งที่ช่วยยืดอายุไตไม่ให้เข้าสู่ระยะฟอกไตเร็วเกินไป นอกเหนือจากการคุมอาหารแล้ว การใช้สารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ไตในเชิงลึกก็เป็นอีกแนวทางที่ได้รับความสนใจ ดูวิธีฟื้นฟูไตและชะลอความเสื่อมอย่างถูกต้อง ฉบับคู่มือดูแลสุขภาพไตครบวงจร เพื่อเป็นแนวทางประกอบการดูแลสุขภาพไตให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

คำแนะนำ: คุณควรตรวจค่าเลือดอย่างสม่ำเสมอและปรึกษานักกำหนดอาหารเพื่อปรับสูตรอาหารให้ตรงกับค่า eGFR และผลเลือดของคุณมากที่สุด

Medical Disclaimer: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือรักษาจากแพทย์เฉพาะทางได้ การปรับอาหารควรทำควบคู่ไปกับการติดตามค่าเลือด (Creatinine, GFR, Potassium, Phosphorus) กับแพทย์เจ้าของไข้เสมอ



สิ่งที่ควรเลี่ยง: กับดักฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่ซ่อนอยู่

สำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อม การควบคุมอาหารไม่ได้มีแค่เรื่องของ “ความเค็ม” หรือโซเดียมเท่านั้น แต่ “แร่ธาตุแฝง” อย่าง ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม คือกับดักสำคัญที่มักซ่อนตัวอยู่ในอาหารที่เราคาดไม่ถึง เมื่อไตเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพในการขับแร่ธาตุเหล่านี้ออก จะเกิดการสะสมในกระแสเลือดจนส่งผลเสียต่อระบบหัวใจ กระดูก และความสมดุลของร่างกาย

1. ฟอสฟอรัส: ภัยเงียบจากอาหารแปรรูป
ฟอสฟอรัสสูงมักแฝงตัวอยู่ในอาหารที่ผ่านการแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) อาทิ ไส้กรอก แฮม กุนเชียง อาหารแช่แข็ง ขนมเบเกอรี่ที่มีส่วนผสมของผงฟู รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนมและถั่วต่างๆ หากร่างกายมีฟอสฟอรัสสูงเกินไป จะไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูก ทำให้กระดูกเปราะบางและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

2. โพแทสเซียม: ดาบสองคมจากธรรมชาติ
แม้ผักผลไม้จะเป็นอาหารสุขภาพ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไต (โดยเฉพาะระยะท้าย) กลับต้องระวังเป็นพิเศษ โพแทสเซียมสูงมักพบมากในกล้วย ผลไม้อบแห้ง ผักใบเขียวเข้ม และน้ำผลไม้ หากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือรุนแรงถึงขั้นหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งนี้ การเลือกทานสารอาหารที่ถูกต้องและปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งคุณสามารถศึกษาแนวทางโภชนาการที่เหมาะสมได้เพิ่มเติมที่ คู่มือโภชนาการที่ถูกต้อง ปลอดภัย และนำไปใช้ได้จริง

ทางรอดคือการอ่านฉลากโภชนาการ
กุญแจสำคัญคือการฝึกอ่านฉลากหลังบรรจุภัณฑ์ มองหาคำว่า “Phosphorus” หรือวัตถุเจือปนอาหารที่ขึ้นต้นด้วย “Phos-” เช่น Sodium phosphate เพราะนี่คือแหล่งของฟอสฟอรัสแฝงที่ร่างกายดูดซึมได้เร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ การหมั่นติดตามและทำความเข้าใจเรื่อง วิธีเพิ่มค่าไต GFR ให้ดีขึ้น จะช่วยให้คุณปรับพฤติกรรมการกินได้แม่นยำยิ่งขึ้นตามระดับการทำงานของไตในแต่ละระยะ

คำแนะนำทางการแพทย์: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือรักษาจากแพทย์เฉพาะทางได้ การปรับอาหารควรทำควบคู่ไปกับการติดตามค่าเลือด (Creatinine, GFR, Potassium, Phosphorus) กับแพทย์เจ้าของไข้เสมอ



ตารางตัวอย่างเมนูอาหาร (Sample Meal Plan) 1 วัน

การวางแผนมื้ออาหารให้เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญในการชะลอความเสื่อมของไต นี่คือตัวอย่างเมนูอาหารที่เน้นโซเดียมต่ำและโปรตีนคุณภาพดี เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลไตครับ

  • มื้อเช้า: ข้าวต้มปลา ใช้เนื้อปลากะพงหรือปลาทับทิม (ไม่ติดมัน) ต้มกับข้าวสวย เน้นรสชาติจากธรรมชาติ ไม่ปรุงเครื่องปรุงรสเค็มเพิ่ม เพื่อคุมปริมาณโซเดียม
  • มื้อกลางวัน: ข้าวสวยทานคู่กับผัดกะหล่ำปลีใส่ไข่ขาว และแกงจืดเต้าหู้ไข่ เมนูนี้เน้นการใช้ไข่ขาวเป็นแหล่งโปรตีนหลักเพื่อลดภาระของไต ส่วนผักเน้นกะหล่ำปลีที่ลวกสุกแล้วเพื่อลดโพแทสเซียม
  • มื้อเย็น: เส้นหมี่ราดหน้าเนื้อปลา ใช้เส้นหมี่ขาวหรือเส้นหมี่ข้าวกล้อง ผสมกับเนื้อปลาและผักในปริมาณที่จำกัด ปรุงรสอ่อนๆ
  • อาหารว่าง: แอปเปิล 1 ลูกเล็ก เป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ข้อควรระวังสำคัญ: ปริมาณและชนิดของอาหารในตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้น การจัดเมนูให้เหมาะสมต้องสอดคล้องกับค่าการทำงานของไตในแต่ละระยะ หากคุณต้องการคำแนะนำในการปรับสมดุลสารอาหารหรือต้องการทราบ วิธีเพิ่มค่าไต GFR ให้ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือศึกษา คู่มือโภชนาการที่ถูกต้อง เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพไตอย่างปลอดภัยและเห็นผลจริงครับ

Medical Disclaimer: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือรักษาจากแพทย์เฉพาะทางได้ การปรับอาหารควรทำควบคู่ไปกับการติดตามค่าเลือด (Creatinine, GFR, Potassium, Phosphorus) กับแพทย์เจ้าของไข้เสมอ



5 พฤติกรรมเสี่ยงทำลายไตที่ต้องหยุดทันที

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว พฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น นี่คือ 5 สิ่งที่ต้องหยุดทำทันที:

  1. กินเค็มจัด: โซเดียมสูงทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและไตทำงานหนัก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าไต หากคุณต้องการทราบแนวทางการปรับโภชนาการอย่างละเอียดเพื่อรักษาค่าไตให้คงที่ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีฟื้นฟูไตและชะลอความเสื่อมอย่างถูกต้อง
  2. ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs พร่ำเพรื่อ: ยาเหล่านี้มีผลเสียโดยตรงต่อเนื้อเยื่อไต ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาทานเองและปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ทุกครั้ง
  3. ดื่มน้ำไม่เหมาะสม: ดื่มน้อยเกินไปทำให้ไตขาดน้ำ แต่ผู้ป่วยบางระยะก็ต้องจำกัดปริมาณน้ำตามแพทย์สั่งให้เหมาะสมกับความสามารถในการกรองของไต
  4. สูบบุหรี่: ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็ว
  5. ควบคุมเบาหวานและความดันไม่ได้: สองโรคนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำลายหน่วยกรองไตโดยตรง การหมั่นตรวจเช็คและรู้วิธี เพิ่มค่าไต GFR ให้ดีขึ้นตามมาตรฐานสมาคมโรคไต จะช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์สุขภาพไตของตัวเองได้แม่นยำขึ้น

คำเตือน: ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ทดแทนการรักษาจากแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์และติดตามค่าเลือดเสมอ



ถาม-ตอบ: ไขข้อสงสัยเรื่องอาหารและสมุนไพรบำรุงไต

Q: กินสมุนไพรช่วยบำรุงไตได้ไหม?
A: ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่รองรับชัดเจนว่าสมุนไพรทั่วไปสามารถรักษาโรคไตได้ ในทางกลับกัน สมุนไพรหลายชนิดอาจมีสารประกอบที่ต้องผ่านการกรองและกำจัดออกทางไต หากไตทำงานได้ไม่เต็มที่ การทานสมุนไพรพร่ำเพรื่ออาจกลายเป็นภาระหนักและทำให้อาการไตเสื่อมรุนแรงขึ้นกว่าเดิม หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยเสริมเพื่อการดูแลสุขภาพไต ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนและปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทานเสมอ คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางเลือกในการฟื้นฟูสุขภาพไตได้ที่ วิธีฟื้นฟูไตและชะลอความเสื่อมอย่างถูกต้อง ฉบับคู่มือดูแลสุขภาพไตครบวงจร

Q: ตรวจไตต้องเตรียมตัวอย่างไร?
A: การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้ผลตรวจแม่นยำที่สุด ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาและอาหารเสริมที่ทานอยู่เป็นประจำ หากต้องมีการตรวจเลือดหรือปัสสาวะ แพทย์อาจสั่งให้งดอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิดล่วงหน้า นอกจากนี้ การหมั่นติดตามค่าไตอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณวางแผนการดูแลตัวเองได้ดีขึ้น คุณสามารถเรียนรู้ วิธีเพิ่มค่าไต GFR ให้ดีขึ้น พร้อมสูตรคำนวณตามมาตรฐานสมาคมโรคไต เพื่อเตรียมพร้อมก่อนไปพบแพทย์ได้ครับ

หมายเหตุทางการแพทย์: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือรักษาจากแพทย์เฉพาะทางได้ การปรับเปลี่ยนโภชนาการควรทำควบคู่ไปกับการติดตามค่าเลือด (Creatinine, GFR, Potassium, Phosphorus) กับแพทย์เจ้าของไข้อย่างใกล้ชิดเสมอ



การดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมไม่ใช่เรื่องของการงดอาหารทุกชนิด แต่เป็นการ ‘กินให้เป็น’ และ ‘กินให้พอดี’ โดยสอดคล้องกับระยะของโรคไตที่คุณเป็นอยู่ การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง การลดโซเดียม และการจำกัดแร่ธาตุที่เกินความจำเป็น คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไตของคุณทำงานได้ยาวนานที่สุด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อมเฉพาะบุคคล การปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อจัดแผนอาหารที่เหมาะสมที่สุดถือเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด



These statements have not been evaluated by the Food and Drug Administration. This product is not intended to diagnose, treat, cure or prevent any disease.
“ผลิตภัณฑ์ Gel Plus เจล พลัส เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเสริมอาหาร ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค, ควรกินอาหารหลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ”

©2023. Gel-Better. All Rights Reserved.


 
0