คำตอบสั้น: การตรวจโรคไตหลักๆ คือ ตรวจเลือด ดูค่า Creatinine แล้วคำนวณเป็นค่า eGFR และ ตรวจปัสสาวะ ดูโปรตีน/อัลบูมินที่รั่วออกมา ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีญาติเป็นโรคไต หรืออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง ส่วนโรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจจึงสำคัญกว่าการรอสังเกตอาการ
1. ทำไมต้องตรวจโรคไต
โรคไตในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ เพราะไตมีความสามารถในการทำงานสำรองสูง แม้เนื้อไตจะเสียหายไปมากแล้วก็อาจยังไม่มีอาการผิดปกติที่สังเกตได้ กว่าจะรู้ตัวจากอาการบวมหรือเหนื่อยง่ายมักเป็นช่วงที่ไตทำงานลดลงไปมากแล้ว การตรวจเลือดและปัสสาวะจึงเป็นวิธีเดียวที่บอกสถานะของไตได้แม่นยำ ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม
การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้ชะลอความเสื่อมได้มากกว่า และป้องกันไม่ให้ต้องเข้าสู่การฟอกไตเร็วเกินไป หากต้องการทราบว่าโรคไตเกิดจากอะไร อ่านเพิ่มเติมที่ สาเหตุของโรคไต
2. ใครควรตรวจโรคไต
โดยทั่วไปแนะนำให้ผู้ใหญ่เริ่มตรวจคัดกรองไตเมื่อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ ควรตรวจเร็วกว่านั้นและตรวจถี่ขึ้น (อายุที่แนะนำอาจต่างกันตามแนวทางของแต่ละสถานพยาบาล ควรปรึกษาแพทย์)
| กลุ่มเสี่ยง | เหตุผลที่ควรตรวจ |
|---|---|
| ผู้ป่วยเบาหวาน | น้ำตาลสูงเรื้อรังทำลายหลอดเลือดฝอยในไต |
| ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง | แรงดันสูงทำให้หลอดเลือดไตเสื่อมเร็ว |
| มีญาติสายตรงเป็นโรคไต | ความเสี่ยงทางพันธุกรรม |
| อายุ 60 ปีขึ้นไป | ไตเสื่อมตามวัยตามธรรมชาติ |
| น้ำหนักเกิน/อ้วน | เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานและความดัน |
| ใช้ยาแก้ปวด NSAIDs ต่อเนื่อง | อาจสะสมและทำร้ายเนื้อไต |
| เคยตรวจพบโปรตีนหรือเลือดในปัสสาวะ | สัญญาณความผิดปกติที่ต้องติดตาม |
เช็กด่วน: หากคุณตรงกับข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ควรนัดตรวจเลือดและปัสสาวะแม้ยังไม่มีอาการใดๆ เพราะโรคไตระยะแรกมักไม่แสดงอาการ
3. สัญญาณเตือนที่ควรไปตรวจโดยเร็ว
แม้โรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่หากพบสัญญาณต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและปัสสาวะโดยไม่ต้องรอถึงกำหนดตรวจประจำปี
- ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติและฟองไม่ยุบง่าย หรือปัสสาวะเป็นเลือด
- ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้นชัดเจน หรือปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนไปมาก
- บวมที่หน้า ข้อเท้า หรือเท้า โดยเฉพาะตอนเช้า
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ หน้าซีด
- ความดันโลหิตควบคุมยากขึ้นทั้งที่กินยาสม่ำเสมอ
- คันตามตัวโดยไม่มีผื่นหรือสาเหตุอื่น
อ่านรายละเอียดสัญญาณเตือนแบบครบถ้วนที่ 7 สัญญาณเตือนโรคไต
4. ตรวจโรคไตต้องตรวจอะไรบ้าง
การตรวจคัดกรองโรคไตมาตรฐานประกอบด้วย 2 ส่วนที่ต้องดูควบคู่กัน
4.1 ตรวจเลือด
- Creatinine: ของเสียจากการสลายกล้ามเนื้อ ปกติไตจะขับออกทางปัสสาวะ หากค่าสูงขึ้นแสดงว่าไตขับของเสียได้น้อยลง
- BUN (Blood Urea Nitrogen): ของเสียจากการสลายโปรตีน ค่าอาจสูงได้จากภาวะขาดน้ำหรือกินโปรตีนมาก ไม่ได้บ่งชี้ปัญหาไตเสมอไป จึงต้องดูร่วมกับค่าอื่น
- eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate): คำนวณจากค่า Creatinine ร่วมกับอายุและเพศ เป็นค่าที่ใช้บอกระยะของโรคไตเรื้อรัง
4.2 ตรวจปัสสาวะ
- โปรตีน/อัลบูมินในปัสสาวะ (Proteinuria/Albuminuria): สัญญาณความเสียหายของหน่วยกรองไตที่อาจพบได้ก่อนค่า eGFR จะลดลง
- เม็ดเลือดแดง/เม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ: อาจบ่งชี้การติดเชื้อ การอักเสบ หรือนิ่ว
ทั้งค่าจากเลือดและปัสสาวะต้องดูร่วมกัน เพราะ eGFR ปกติแต่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะก็ถือว่าผิดปกติได้เช่นกัน หากต้องการทำความเข้าใจการอ่านค่าตัวเลขและช่วงปกติโดยละเอียด อ่านต่อที่ ค่าไตปกติเท่าไหร่ อ่านค่า BUN, Creatinine, eGFR และประมาณค่า eGFR เบื้องต้นได้ที่ โปรแกรมคำนวณ eGFR ทั้งนี้ผลจากเครื่องคำนวณออนไลน์ไม่แทนการตรวจเลือดจริงหรือการวินิจฉัยของแพทย์
5. ผลตรวจบอกระยะของโรคไตอย่างไร
แพทย์ใช้ค่า eGFR ร่วมกับค่าโปรตีนในปัสสาวะแบ่งความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังออกเป็น 5 ระยะโดยประมาณ
| ระยะ | eGFR (mL/min/1.73m²) | ความหมายโดยคร่าว |
|---|---|---|
| ระยะที่ 1 | ≥ 90 | ไตทำงานปกติ แต่อาจมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ |
| ระยะที่ 2 | 60–89 | ไตเริ่มลดลงเล็กน้อย |
| ระยะที่ 3 | 30–59 | ไตลดลงปานกลางถึงมาก อาจเริ่มมีอาการ |
| ระยะที่ 4 | 15–29 | ไตลดลงมาก ควรวางแผนการรักษาไตทดแทน |
| ระยะที่ 5 | < 15 | ไตวายระยะสุดท้าย ต้องบำบัดทดแทนไต |
ตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์คร่าวๆ การจัดระยะจริงต้องอาศัยผลตรวจซ้ำและดุลยพินิจของแพทย์ ผู้ที่ค่าอยู่ในระยะ 4-5 ควรศึกษาทางเลือกการรักษาเพิ่มเติมที่ ฟอกไตมีกี่แบบ
6. ควรตรวจไตบ่อยแค่ไหน
- บุคคลทั่วไปไม่มีปัจจัยเสี่ยง: ตรวจตามที่แพทย์ประเมิน มักเริ่มพิจารณาเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น: ตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- ผู้ที่ตรวจพบค่าไตผิดปกติแล้ว หรืออยู่ระหว่างติดตามอาการ: ตรวจถี่ขึ้นตามที่แพทย์นัด เช่น ทุก 3-6 เดือน
ความถี่ที่แน่นอนขึ้นกับความเสี่ยงและผลตรวจของแต่ละคน ควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนดตารางตรวจติดตาม
7. เตรียมตัวก่อนตรวจอย่างไร
การเตรียมตัวที่เหมาะสมช่วยให้ผลตรวจแม่นยำขึ้น แต่ข้อกำหนดอาจต่างกันตามชนิดการตรวจที่แพทย์สั่ง ควรสอบถามสถานพยาบาลก่อนไปตรวจทุกครั้ง แนวทางทั่วไปมีดังนี้
- งดอาหาร: การตรวจ Creatinine/eGFR อย่างเดียวส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องงดอาหาร แต่หากตรวจน้ำตาลหรือไขมันในเลือดร่วมด้วย มักต้องงดอาหาร 8-12 ชั่วโมง
- ดื่มน้ำให้เพียงพอตามปกติ ก่อนวันตรวจ ไม่ควรขาดน้ำหรือดื่มน้ำมากผิดปกติ
- งดออกกำลังกายหนัก ก่อนตรวจอย่างน้อย 1 วัน เพราะกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักจะเพิ่มค่า Creatinine ชั่วคราว
- หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ปริมาณมากในมื้อก่อนตรวจ หากแพทย์แจ้งให้งด เพราะอาจทำให้ค่า BUN สูงกว่าปกติ
- เตรียมรายการยา อาหารเสริม และวิตามินที่ใช้ประจำ ไปแจ้งแพทย์ เพราะบางชนิดส่งผลต่อผลตรวจหรือต่อไตโดยตรง
- เก็บปัสสาวะช่วงเช้าแรกหลังตื่นนอน ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะได้ผลที่แม่นยำกว่า
- พักผ่อนให้เพียงพอ ในคืนก่อนตรวจ
อาหารสำหรับผู้ดูแลสุขภาพไต: สิ่งที่ควรทานและควรเลี่ยง
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินคือการรักษาที่ดีที่สุดเพื่อยืดอายุการทำงานของไตให้ยาวนานขึ้น ทั้งนี้ หากท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตแล้ว ควรมีการควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสมตามระยะของโรค เพื่อลดภาระการทำงานของไตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
ตาราง: เลือกทานอย่างไรให้ไตแข็งแรง
| สิ่งที่ควรทาน (เน้น) | สิ่งที่ควรเลี่ยง (ลด/งด) |
|---|---|
| ผักใบเขียวและผลไม้สด (กรณีไตปกติ) | อาหารแปรรูปและอาหารกึ่งสำเร็จรูป |
| โปรตีนคุณภาพดี (ปลา, ไข่ขาว) | อาหารรสเค็มจัด (โซเดียมสูง) |
| น้ำเปล่าสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม | ขนมกรุบกรอบและเบเกอรี่ |
| ธัญพืชไม่ขัดสี | เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมแฝงสูง |
Checklist ดูแลไตในชีวิตประจำวัน
- ชิมก่อนปรุงเสมอ ไม่เติมน้ำปลาหรือซีอิ๊วเพิ่ม
- เลี่ยงอาหารหมักดองและเนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง)
- ควบคุมปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อ ไม่ทานโปรตีนมากเกินไป
- อ่านฉลากโภชนาการเพื่อดูปริมาณโซเดียมก่อนซื้อ
คำแนะนำ: หากท่านมีภาวะไตผิดปกติ การจัดเตรียมเมนูอาหารต้องมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อาหารสำหรับผู้ป่วยฟอกไต: กินอย่างไรให้ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาวะร่างกาย และหากเป็นผู้สูงอายุที่มีปัญหาโรคไต สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ UMI GelPlus สำหรับผู้สูงอายุโรคไต: ข้อมูลสำคัญ วิธีใช้ และคำเตือนที่ต้องรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างสุขภาพไตให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
8. หลังทราบผลตรวจควรทำอะไรต่อ
ผลตรวจเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น การแปลผลและวางแผนดูแลต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบกับประวัติสุขภาพของแต่ละคน คำถามที่ควรเตรียมไปถามแพทย์ ได้แก่
- ผลตรวจของฉันอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ และเทียบกับผลครั้งก่อนเปลี่ยนแปลงอย่างไร
- อาการที่ฉันเป็นอยู่เกี่ยวข้องกับค่าไตหรือไม่
- ยาหรืออาหารเสริมที่ฉันใช้อยู่มีผลต่อไตหรือไม่
- ควรปรับอาหารหรือพฤติกรรมอย่างไร
- ควรกลับมาตรวจซ้ำเมื่อไหร่
หากพบว่าเสี่ยงหรือเริ่มมีค่าผิดปกติ อ่านแนวทางดูแลต่อที่ วิธีชะลอไตเสื่อม และหากมีโรคร่วมอย่างเบาหวานหรือความดันสูง อ่านเพิ่มเติมที่ เบาหวานลงไต และ ความดันโลหิตสูงกับโรคไต
9. คำถามที่พบบ่อย
ตรวจโรคไตเจ็บไหม ใช้เวลานานแค่ไหน? เป็นการเจาะเลือดและเก็บปัสสาวะตามมาตรฐานทั่วไป ใช้เวลาไม่กี่นาที ผลเลือดมักทราบภายในวันเดียวหรือไม่กี่วันขึ้นกับสถานพยาบาล
ตรวจ Creatinine หรือ eGFR อย่างเดียวพอไหม ไม่ต้องตรวจปัสสาวะได้หรือไม่? ควรตรวจทั้งสองอย่างร่วมกัน เพราะโปรตีนรั่วในปัสสาวะอาจพบได้ก่อนค่า eGFR จะลดลง การตรวจเพียงอย่างเดียวอาจพลาดความผิดปกติระยะแรก
ไม่มีอาการเลย จำเป็นต้องตรวจไหม? จำเป็น หากมีปัจจัยเสี่ยงตามหัวข้อที่ 2 เพราะโรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการ การรอให้มีอาการอาจหมายถึงไตเสียหายไปมากแล้ว
ผลตรวจผิดปกติครั้งเดียว แปลว่าเป็นโรคไตแน่นอนหรือไม่? ไม่แน่นอน ค่าอาจคลาดเคลื่อนจากภาวะขาดน้ำ การออกกำลังกาย หรือปัจจัยชั่วคราวอื่น แพทย์มักนัดตรวจซ้ำเพื่อยืนยันก่อนวินิจฉัย
เด็กหรือคนอายุน้อยต้องตรวจไตด้วยหรือไม่? โดยทั่วไปกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองตามอายุเหมือนผู้ใหญ่ แต่ควรตรวจหากมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง มีอาการผิดปกติ หรือแพทย์แนะนำเป็นรายกรณี
สรุป
การตรวจโรคไตทำได้ง่ายด้วยการตรวจเลือดดูค่า Creatinine/eGFR และตรวจปัสสาวะดูโปรตีนที่รั่วออกมา ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันสูง มีญาติเป็นโรคไต หรืออายุมากขึ้นควรตรวจเป็นประจำแม้ไม่มีอาการ เพราะโรคไตระยะแรกมักไม่แสดงอาการให้เห็น การเตรียมตัวที่ถูกต้องก่อนตรวจช่วยให้ผลแม่นยำขึ้น และควรนำผลไปปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน ไม่ควรวินิจฉัยหรือปรับยาด้วยตนเองจากผลตรวจเพียงอย่างเดียว
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือแทนคำแนะนำของแพทย์







