Gel-Better

โรคไตเกิดจากอะไร? เจาะลึกสาเหตุ พฤติกรรมเสี่ยง และวิธีป้องกันก่อนไตพัง

 

1. โรคไตคืออะไร และไตทำหน้าที่อะไร

ไตมี 2 ข้าง อยู่บริเวณบั้นเอว ขนาดประมาณกำปั้น ทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือดเป็นปัสสาวะ ปรับสมดุลเกลือแร่ ช่วยควบคุมความดันโลหิต และสร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสร้างเม็ดเลือดแดงและสุขภาพกระดูก

คำว่า “โรคไต” ครอบคลุมได้ 2 แบบใหญ่ๆ

  • โรคไตเรื้อรัง (CKD): ไตมีความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน มักค่อยๆ เสื่อม และในระยะแรกมักไม่มีอาการ
  • ไตวายเฉียบพลัน (AKI): การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน มักมีสาเหตุเฉพาะหน้า และบางครั้งกลับมาดีได้หากรักษาทัน

เมื่อไตกรองของเสียได้น้อยลง ของเสียและน้ำจะคั่งในร่างกาย ส่งผลต่อหัวใจ กระดูก เลือด และระบบอื่นๆ การรู้ว่าโรคไตเกิดจากอะไรจึงช่วยให้ป้องกันและตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ


2. สาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง

สาเหตุ ทำร้ายไตอย่างไร ใครเสี่ยง
เบาหวาน น้ำตาลสูงนานทำลายหลอดเลือดฝอยและหน่วยกรอง ผู้ที่คุมน้ำตาลไม่ดี เป็นเบาหวานมานาน
ความดันโลหิตสูง แรงดันสูงทำให้หลอดเลือดไตตีบ แข็ง หนาตัว ผู้ที่ความดันสูงและคุมไม่ได้
โรคหน่วยกรองไต/ภูมิคุ้มกัน เกิดการอักเสบของหน่วยกรอง ผู้ป่วยไตอักเสบ, SLE
ยาและสารพิษต่อไต ลดเลือดไปเลี้ยงไต หรือทำลายเนื้อไตโดยตรง ผู้ซื้อยาแก้ปวดกินเอง, ใช้ยาชุด/สมุนไพรไม่ทราบส่วนผสม
นิ่วและการอุดกั้น ปัสสาวะไหลไม่สะดวก แรงดันย้อนกลับทำให้ไตเสียหาย ผู้เป็นนิ่วซ้ำ, ต่อมลูกหมากโต
พันธุกรรม ความผิดปกติของไตตั้งแต่กำเนิดหรือถ่ายทอดในครอบครัว ผู้มีญาติเป็นโรคไต, ถุงน้ำในไต

2.1 โรคเบาหวาน

เบาหวานเป็นหนึ่งในสองสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคไตเรื้อรัง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดฝอยในหน่วยกรองของไตจะเสียหาย ทำให้กรองของเสียได้น้อยลงและมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรตรวจไตปีละครั้งเป็นอย่างน้อย หากต้องการเจาะลึกเรื่องนี้ อ่านต่อที่ โรคไตจากเบาหวานและการดูแล

2.2 ความดันโลหิตสูง

แรงดันเลือดที่สูงทำให้หลอดเลือดในไตหนาตัวและแข็งขึ้น เลือดไปเลี้ยงหน่วยกรองได้น้อยลง ที่สำคัญคือเป็นวงจรที่ส่งผลต่อกันสองทาง เมื่อไตเสื่อมความดันจะยิ่งคุมยาก และความดันที่สูงก็ยิ่งทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น อ่านเพิ่มเติมที่ ความสัมพันธ์ระหว่างความดันโลหิตสูงกับโรคไต

2.3 โรคของหน่วยกรองไตและโรคภูมิคุ้มกัน

โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis) และโรคแพ้ภูมิตัวเองบางชนิด เช่น SLE ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีหน่วยกรองของไตตัวเอง เกิดการอักเสบและพังผืด สัญญาณที่พบได้คือปัสสาวะเป็นฟองมาก ปัสสาวะเป็นเลือด และบวม กลุ่มนี้ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากอายุรแพทย์โรคไต

2.4 ยาและสารที่เป็นพิษต่อไต

ยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก) ที่ใช้ต่อเนื่องหรือใช้ในผู้ที่ไตเสี่ยงอยู่แล้ว ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลงและอาจทำให้ไตเสียหาย ส่วนยาชุด ยาลูกกลอน และสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนผสมมีความเสี่ยงเรื่องสารปนเปื้อนและปฏิกิริยากับยาอื่น ควรแจ้งรายการยาและอาหารเสริมทุกชนิดให้แพทย์ทราบเสมอ และไม่ซื้อยาแก้ปวดกินเองต่อเนื่อง

2.5 นิ่วและการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในไตหรือท่อไต ต่อมลูกหมากโต หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ ทำให้ปัสสาวะไหลไม่สะดวก ปัสสาวะที่คั่งจะดันย้อนกลับเข้าไต ทำให้เนื้อไตค่อยๆ เสียหาย ผู้ที่ปัสสาวะลำบาก ปวดบั้นเอวซ้ำๆ หรือติดเชื้อบ่อยควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

2.6 พันธุกรรม

ผู้ที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคไตมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป และมีโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคถุงน้ำในไต (Polycystic Kidney Disease) ที่ทำให้เกิดถุงน้ำหลายใบในไตจนเนื้อไตค่อยๆ เสียหน้าที่ ผู้มีประวัติครอบครัวควรตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ



3. สาเหตุของไตวายเฉียบพลัน

ไตวายเฉียบพลันมักเกิดจากเหตุที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น ท้องเสียหรืออาเจียนรุนแรงจนขาดน้ำ การสูญเสียเลือด การติดเชื้อรุนแรง ยาบางชนิด สารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจบางกรณี หรือทางเดินปัสสาวะอุดกั้นเฉียบพลัน อาการที่ควรรีบพบแพทย์คือปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออก บวมเร็ว หอบเหนื่อย สับสน หรือซึมลง ผู้สูงอายุและผู้ที่เป็นโรคไตอยู่แล้วเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

4. ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้ไตเสื่อม

นอกจากสาเหตุโดยตรง ปัจจัยต่อไปนี้ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นหรือเพิ่มโอกาสเป็นโรค

  • อายุที่มากขึ้น: ไตเสื่อมตามวัยตามธรรมชาติ ยิ่งมีโรคประจำตัวยิ่งเร็ว (ดู ไตเสื่อมในผู้สูงอายุ)
  • น้ำหนักเกินและอ้วน: เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานและความดัน และเพิ่มภาระให้ไตโดยตรง
  • สูบบุหรี่: ทำให้หลอดเลือดเสียหาย เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง
  • กินเค็มมาก: โซเดียมสูงทำให้ความดันสูงและเพิ่มการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะ (กินเค็มส่งผลต่อไตอย่างไร)
  • กรดยูริกสูงเรื้อรังและโรคเกาต์: เกี่ยวข้องกับนิ่วและความเสื่อมของไตในบางราย
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด: หัวใจกับไตส่งผลต่อกันสองทาง
  • ขาดน้ำซ้ำๆ: โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกลางแดดหรือท้องเสียบ่อย เสี่ยงทั้งนิ่วและไตบาดเจ็บ


5. ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคไต

“ปัสสาวะปกติแปลว่าไตยังดี” ไม่จริงเสมอไป ไตอาจสูญเสียการทำงานไปมากก่อนที่ปริมาณหรือสีปัสสาวะจะเปลี่ยน การตรวจเลือดและปัสสาวะจึงเป็นวิธีที่บอกได้แน่ชัดกว่า

“กินสมุนไพรเยอะๆ ช่วยล้างไต” ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าสมุนไพรหรืออาหารเสริมใดล้างไตหรือรักษาโรคไตได้ ซ้ำยังอาจเพิ่มภาระให้ไตหรือตีกับยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

“เป็นโรคไตต้องงดน้ำ” ไม่จริงสำหรับทุกคน ผู้ที่เป็นโรคไตส่วนใหญ่ต้องดื่มน้ำให้เหมาะสม ยกเว้นผู้ที่แพทย์จำกัดน้ำ เช่น มีอาการบวม หัวใจล้มเหลว หรือไตวายระยะท้าย ปริมาณที่เหมาะสมต้องตามคำแนะนำของแพทย์


6. เช็คลิสต์ป้องกันโรคไตในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ควรทำ

  • ควบคุมน้ำตาลและความดันตามเป้าหมายที่แพทย์กำหนด
  • ตรวจไตประจำปีหากมีปัจจัยเสี่ยง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ตามคำแนะนำทั่วไป
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอตามที่แพทย์แนะนำ
  • แจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเกี่ยวกับยาและอาหารเสริมที่ใช้

สิ่งที่ควรเลี่ยง

  • ซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs กินเองต่อเนื่อง
  • ใช้ยาชุด ยาลูกกลอน หรือสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนผสม
  • สูบบุหรี่
  • อาหารเค็มจัดและอาหารแปรรูปโซเดียมสูง
  • กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ และปล่อยการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะไว้ไม่รักษา

เรื่องโซเดียมแฝง: องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือราว 5 กรัม หรือหนึ่งช้อนชา) อาหารที่มักมีโซเดียมแฝงสูง ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ขนมขบเคี้ยว น้ำจิ้ม ซอสปรุงรส เครื่องปรุงผง และของหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางยี่ห้อมีโซเดียมเกินครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำทั้งวันในซองเดียว ควรดูฉลากทุกครั้ง อ่านเมนูและอาหารที่ควรเลี่ยงเพิ่มเติมที่ อาหารที่ผู้ป่วยโรคไตควรเลี่ยง

หากมีโรคไตอยู่แล้ว อ่านแนวทางดูแลต่อที่ วิธีชะลอไตเสื่อม



7. สัญญาณเตือนและใครควรตรวจ

โรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการ เมื่อมีอาการมักเป็นสัญญาณว่าไตเสียไปมากแล้ว สังเกตได้จาก

  1. ปัสสาวะเป็นฟองละเอียดมากและฟองไม่ยุบ หรือปัสสาวะเป็นเลือด
  2. บวมที่เท้า ข้อเท้า หรือรอบดวงตา
  3. ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้นหรือปริมาณเปลี่ยนไปชัดเจน
  4. อ่อนเพลีย ซีด เหนื่อยง่าย
  5. ความดันควบคุมยากขึ้นทั้งที่กินยาสม่ำเสมอ
  6. คันตามตัวโดยไม่มีสาเหตุอื่น

ควรตรวจไตแม้ไม่มีอาการ หากเป็นเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ อายุ 60 ปีขึ้นไป น้ำหนักเกิน มีญาติเป็นโรคไต หรือใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่อง อ่านรายละเอียดที่ วิธีตรวจโรคไตและใครควรตรวจ และดูเพิ่มเติมที่ สัญญาณเตือนโรคไต


8. การตรวจคัดกรองโรคไตทำอย่างไร

การตรวจพื้นฐานมี 2 อย่างที่ดูควบคู่กัน

  • ตรวจเลือด: วัดค่าครีอะตินีน (Creatinine) แล้วนำไปคำนวณ eGFR ซึ่งบอกประสิทธิภาพการกรองของไต
  • ตรวจปัสสาวะ: ดูโปรตีนหรืออัลบูมินที่รั่วออกมา (เช่น ค่า ACR) ซึ่งเป็นสัญญาณผิดปกติที่พบได้ก่อนค่า eGFR จะลดลง

ตัวอย่างการอ่านผลอธิบายไว้ที่ ค่าไตปกติเท่าไหร่ อ่านค่า BUN, Creatinine, eGFR และคุณสามารถประมาณค่า eGFR ได้เบื้องต้นด้วย โปรแกรมคำนวณ eGFR แต่ผลจากเครื่องมือออนไลน์ไม่แทนการวินิจฉัยของแพทย์

การเตรียมตัว: ควรสอบถามสถานพยาบาลก่อนตรวจ โดยทั่วไปการตรวจครีอะตินีนและ eGFR อย่างเดียวไม่จำเป็นต้องงดอาหาร แต่หากตรวจน้ำตาลหรือไขมันในเลือดพร้อมกันมักต้องงดอาหาร 8-12 ชั่วโมง ควรนำรายการยาและอาหารเสริมที่ใช้ไปด้วย งดออกกำลังกายหนักก่อนตรวจและแจ้งแพทย์หากเพิ่งท้องเสียหรือขาดน้ำ


คำถามที่พบบ่อย

โรคไตเกิดจากอะไรมากที่สุด? เบาหวานและความดันโลหิตสูงที่คุมไม่ดีเป็นเวลานาน เป็นสองสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคไตเรื้อรัง

โรคไตเกิดจากการกินเค็มอย่างเดียวหรือไม่? ไม่ใช่ การกินเค็มเป็นปัจจัยเร่งเพราะทำให้ความดันสูงและเพิ่มภาระไต แต่ยังมีสาเหตุอื่น เช่น เบาหวาน โรคภูมิคุ้มกัน ยา นิ่ว และพันธุกรรม

ไตที่เสื่อมแล้วกลับมาดีได้ไหม? โรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่กลับเป็นปกติ แต่ชะลอความเสื่อมได้ด้วยการควบคุมโรคประจำตัวและปรับพฤติกรรม ส่วนไตวายเฉียบพลันบางกรณีฟื้นได้หากรักษาสาเหตุทัน

ควรตรวจไตบ่อยแค่ไหน? ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจตามที่แพทย์ประเมิน ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือมีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง หรือถี่กว่านั้นตามแพทย์แนะนำ

สรุป

โรคไตเกิดจากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยที่สุดคือเบาหวานและความดันโลหิตสูง ตามด้วยโรคหน่วยกรองไต ยาที่เป็นพิษต่อไต นิ่วหรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ และพันธุกรรม พฤติกรรมอย่างกินเค็ม สูบบุหรี่ และน้ำหนักเกินเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น เนื่องจากโรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจเลือดและปัสสาวะเป็นประจำในกลุ่มเสี่ยงจึงสำคัญที่สุด หากมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยหรือซื้อยารักษาเอง

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือแทนคำแนะนำของแพทย์



These statements have not been evaluated by the Food and Drug Administration. This product is not intended to diagnose, treat, cure or prevent any disease.
“ผลิตภัณฑ์ Gel Plus เจล พลัส เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเสริมอาหาร ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค, ควรกินอาหารหลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ”

©2023. Gel-Better. All Rights Reserved.


 
0